เลือกเลนส์และการตั้งค่าพื้นฐาน
การเริ่มต้นที่ดีคือการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมกับการถ่าย Portrait; เลนส์ช่วงกลางยาวเช่น 50mm, 85mm หรือ 135mm มักให้โบเก้สวยและความบิดเบี้ยวของหน้าเล็กน้อย ทำให้ผิวดูเป็นธรรมชาติและเนียนขึ้นเมื่อใช้ในมุมที่เหมาะสม
ตั้งค่ารูรับแสงให้กว้าง (เช่น f/1.8–f/2.8) เพื่อให้ได้ระยะชัดลึกตื้นและฉากหลังเบลอเป็นธรรมชาติ แต่ต้องระวังว่ารูรับแสงกว้างมากจะทำให้บางส่วนของหน้าอาจไม่อยู่ในระนาบโฟกัส ควบคุมระยะห่างระหว่างช่างภาพกับแบบและระหว่างแบบกับฉากหลังเพื่อเพิ่มการแยกตัวของแบบจากฉากหลัง
เลือกความยาวโฟกัสที่เหมาะสมและยืนห่างพอดีเพื่อไม่ให้หน้าเพี้ยนนูนเกินไป และปรับ ISO ให้ต่ำที่สุดที่แสงและความเร็วชัตเตอร์อนุญาต เพื่อรักษารายละเอียดผิวและลดนอยซ์ที่ทำให้ผิวหยาบขึ้น
โหมดถ่ายภาพแบบ RAW จะช่วยให้มีข้อมูลมากพอสำหรับการแต่งภาพหลังถ่าย ปรับการตั้งค่า Picture Profile หรือโพรไฟล์ผิวในกล้องหากมี เพื่อให้โทนสีผิวออกมานุ่มนวลตั้งแต่ต้น และอย่าลืมตั้งค่าขาวสมดุลให้ถูกต้องตามแสงจริงเพื่อผิวที่เป็นธรรมชาติ
การใช้กันสั่น (ถ้ามีในตัวกล้องหรือเลนส์) จะช่วยให้ชัตเตอร์ช้าลงได้เล็กน้อยโดยไม่สั่นไหว ซึ่งมีประโยชน์ในแสงน้อยและช่วยเก็บรายละเอียดผิวให้คมชัดเมื่อจำเป็น
การควบคุมโบเก้และระยะชัดลึก
การสร้างฉากหลังเบลอที่สวยเริ่มจากการแยกระยะระหว่างแบบกับฉากหลังให้มากที่สุดเท่าที่สถานที่จะอำนวย เมื่อแบบอยู่ห่างจากฉากหลังหลายเมตร จะทำให้โบเก้มีความนุ่มและเส้นขอบที่ไม่รบกวนความเนียนของใบหน้า
การเลือกรูรับแสงกว้างช่วยให้ฉากหลังเบลอ แต่สิ่งสำคัญคือต้องหาจุดโฟกัสที่แม่นยำ โดยทั่วไปควรโฟกัสที่ดวงตาเพื่อให้ดวงตาคมชัดแม้ผิวจะดูเนียนนุ่มจากการเบลอพื้นหลัง
การใช้เลนส์ที่มีโครงสร้างปะเก็นโบเก้สวยหรือมีใบเบลดหลายใบจะให้โบเก้ที่กลมสวยและไม่แข็ง ทดสอบเลนส์ต่างๆ เพื่อรู้ลักษณะโบเก้ของแต่ละตัวและนำไปใช้ให้เข้ากับสไตล์ที่ต้องการ
ระวังองค์ประกอบของฉากหลังที่มีแสงหรือจุดที่รบกวน เช่น ต้นไม้หรือวัตถุแข็ง สีสันจัด ควรจัดมุมกล้องหรือย้ายแบบเล็กน้อยเพื่อให้ฉากหลังเรียบและสีไม่รบกวนโทนผิว
สุดท้าย ลองถ่ายหลายค่ารูรับแสงและระยะ เพื่อดูผลต่างระหว่างระยะชัดลึกตื้นและลึก แล้วเลือกภาพที่ให้ผิวเนียน ดูนุ่มนวลแต่ยังคงรายละเอียดสำคัญไว้
แสงและการจัดแสงเพื่อหน้าเนียน
แสงเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้ผิวดูเนียน แสงนุ่มแบบ diffuse เช่น แสงจากหน้าต่างในวันครึมหรือการใช้ softbox จะลดเงาแข็งและริ้วรอย ทำให้ผิวดูเรียบและเป็นธรรมชาติ การวางแบบให้แสงกระทบแบบเฉียงเล็กน้อยช่วยเก็บมิติของหน้าโดยไม่เน้นรูขุมขน
การใช้รีเฟลกเตอร์เพื่อเติมแสงเงาใต้คางและรอบดวงตาจะช่วยลดเงาทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์และเรียบขึ้น การปรับทิศทางแสงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของภาพจากคมเข้มเป็นนุ่มนวลได้ทันที
ถ้าจำเป็นต้องใช้แฟลช ควรใช้หัวแฟลชกับ diffuser หรือใช้แฟลชสะท้อนเพดานเพื่อลดความแข็งของแสง และควรตั้งค่ากำลังแฟลชให้พอเหมาะเพื่อไม่ให้เกิด hotspot ที่ทำให้ผิวแห้งเห็นรายละเอียดไม่สวย
การถ่ายในช่วง Golden Hour ให้แสงสีอุ่นจะช่วยให้ผิวดูมีชีวิตชีวาและซอฟท์โดยธรรมชาติ ขณะเดียวกันควรสังเกตเงาที่เกิดจากแสงด้านข้างและปรับมุมเล็กน้อยเพื่อให้ได้แสงที่นุ่มและสวย
ทดลองผสมแสงธรรมชาติและไฟเสริมอย่างเบาๆ เพื่อให้ได้แสงที่ควบคุมได้และคงความเป็นธรรมชาติของผิว ใช้การวัดแสงแบบ spot หรือ evaluative ให้เหมาะสมกับจุดโฟกัสหลักคือใบหน้า
เทคนิคการโฟกัสและการจัดท่า
การใช้ Eye AF หรือโหมดโฟกัสติดตาม (subject tracking) ของกล้อง mirrorless จะช่วยให้โฟกัสที่ดวงตาคมชัดเสมอ ซึ่งสำคัญมากเพราะตาคมจะทำให้ภาพดูมีชีวิต แม้ผิวจะถูกปรับให้เนียนในภายหลังก็ตาม
การจัดท่าของแบบมีผลต่อการแสดงผิวและเงา บทสรุปคือทำให้คางเล็กลง คอยาวขึ้น และหลีกเลี่ยงมุมที่เน้นรอยหรือเงาที่ไม่สวย ท่าเอียงหน้าเล็กน้อย ทำให้แสงกระทบพอดีและผิวดูเรียบขึ้นตามธรรมชาติ
สื่อสารกับแบบอย่างใจเย็นและให้คำแนะนำเล็กๆ เช่น ยิ้มนุ่มๆ หรือเอียงคอเบาๆ จะช่วยให้ผ่อนคลายและผิวดูนุ่มนวลมากขึ้น การจับจังหวะและให้แบบหายใจลึกก่อนกดชัตเตอร์ช่วยได้มาก
ใช้เลนส์หรือโหมดที่ให้ความคมชัดในระดับที่ต้องการ และถ่ายหลายช็อตเพื่อเลือกจังหวะที่ดีที่สุด การเคลื่อนไหวเล็กๆ จากแบบอาจสร้างมิติและบังเงาที่ไม่ต้องการได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ตรวจสอบภาพผ่านหน้าจอหรือ EVF ทันที ปรับโฟกัส แสง หรือมุมตามที่เห็น แล้วถ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้ภาพที่ทั้งโบเก้สวยและผิวเรียบโดยไม่ต้องพึ่งการแต่งภาพหนักเกินไป
สรุป
การถ่าย Portrait ให้หน้าเนียนและฉากหลังเบลอด้วยกล้อง Mirrorless เป็นความสมดุลระหว่างการเลือกอุปกรณ์ การตั้งค่ากล้อง การจัดแสง และการสื่อสารกับแบบ เมื่อเลือกเลนส์และรูรับแสงที่เหมาะสมแล้ว การจัดระยะระหว่างแบบและฉากหลังจะช่วยให้โบเก้สวยโดยไม่สูญเสียรายละเอียดสำคัญของใบหน้า
แสงนุ่มและการใช้รีเฟลกเตอร์หรือ diffuser สามารถลดเงาที่ทำให้ผิวหยาบ ในขณะที่ Eye AF และการจัดท่าที่ดีจะเก็บดวงตาและมิติของหน้าไว้ ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติแม้จะผ่านการแต่งภาพเล็กน้อยหลังถ่าย
สุดท้าย การฝึกถ่ายหลายๆ สถานการณ์และทดลองการตั้งค่าแต่ละแบบจะทำให้เราเข้าใจผลลัพธ์ของแต่ละองค์ประกอบได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้รวมกันจะช่วยให้คุณได้ภาพ Portrait ที่หน้าเนียน ฉากหลังเบลอ และความรู้สึกเป็นธรรมชาติที่ต้องการ
